AI จะมาแย่งงาน หรือมาทดแทนเราจริงไหม?
- Hyperwork Thailand

- 1 ต.ค. 2568
- ยาว 3 นาที

จากข่าวการสมัครใจหรือให้ออกของบริษัทต่าง ๆ ที่ถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง ทำให้เราอดกังวลไม่ได้ว่าในอนาคตเมื่อเทคโนโลยี AI ถูกพัฒนาให้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ในวันนึงความสามารถของ AI สามารถแทนที่ตำแหน่งงานที่เราทำได้ไหม เราจะมาดูว่าตำแหน่งงานประเภทไหนที่มีความเสี่ยง และมีวิธีไหนบ้างที่เราควรปรับตัว
สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง
ข้อมูลจากการวิจัยปี 2025 กล่าวว่า AI ได้ทดแทนตำแหน่งานถึง 77,999 ตำแหน่งแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 76,440 ตำแหน่งในช่วงต้นปี 2025 โดยงานที่มีความเสี่ยงสูงสุด คือ งานประจำระดับเริ่มต้น (Entry level) โดยเฉพาะในสาขาซอฟต์แวร์วิศวกรรมระดับเริ่มต้นและฝ่ายบริการลูกค้า ซึ่งพบว่าการจ้างงานในตำแหน่งประเภทนี้นี้ลดลงประมาณ 20%
Goldman Sachs ประเมินว่า AI อาจส่งผลให้งาน 300 ล้านตำแหน่งทั่วโลกหายไป และ McKinsey คาดการณ์ไว้ว่าภายในปี 2030 งานในสหรัฐฯ ประมาณ 30% อาจถูกแทนที่ และอีก 60% จะมีหน้าที่ที่เปลื่ยนไปอย่างมาก แต่นี่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวทั้งหมดเพราะอีกมุมหนึ่งของข้อมูลบอกว่า

งานใหม่จะเพิ่มขึ้นมากกว่าที่หายไป
World Economic Forum นำเสนอว่าแม้ AI จะทำให้งาน 92 ล้านตำแหน่งหายไป แต่จะสร้างงานใหม่ 170 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030 ส่งผลให้เกิดงานใหม่ทั้งหมด 78 ล้านตำแหน่ง
ข้อมูลจาก PwC ยิ่งน่าสนใจ เพราะพบว่าอุตสาหกรรมที่นำ AI มาใช้มากที่สุด มีการเติบโตของรายได้ต่อพนักงานสูงกว่า 3 เท่า และค่าจ้างเพิ่มขึ้นเร็วกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่ยังไม่ได้ใช้ AI มากนัก นอกจากนี้ พนักงานที่มีทักษะการใช้ AI ในการทำงาน ได้รับค่าจ้างสูงกว่า 56% โดยเฉลี่ย
ตัวอย่างงานใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นจาก AI
AI Trainer และ AI Teacher - ครูหรือผู้สอนใช้ AI
Prompt Engineer - ผู้ออกแบบคำสั่งเพื่อให้ AI ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นักวิเคราะห์ข้อมูลและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล
ผู้จัดการความร่วมมือระหว่างมนุษย์กับ AI
ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรม AI และนโยบาย AI

งานไหนที่เสี่ยงถูกแทนที่มากที่สุด
อ้างอิงจากวิจัย งานที่มีความเสี่ยงสูงในการถูก AI แทนที่ ได้แก่
1. พนักงานป้อนข้อมูล (Data Entry)
คาดว่าจะสูญหาย 7.5 ล้านตำแหน่งภายในปี 2027
2. พนักงานบริการลูกค้าผ่านโทรศัพท์
มีความเสี่ยงถึง 80% เพราะ Chatbot และ AI สามารถตอบคำถามพื้นฐานได้แล้ว
3. นักบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชี
งานที่เป็นรูปแบบและซ้ำซาก เหมาะกับการทำงานของ AI
4. เลขานุการและงานเอกสาร
การจัดการเอกสารและนัดหมาย AI ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. โปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์ระดับเริ่มต้น
ปัจจุบัน AI สามารถเขียนโค้ดพื้นฐานได้แล้ว
งานที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้
นักวิจัยจาก Cambridge กล่าวว่า AI จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมศักยภาพของมนุษย์มากกว่าการแทนที่ โดย David Stillwell ศาสตราจารย์ด้าน Computational Social Science พบว่า AI มีความสร้างสรรค์เทียบเท่ากับมนุษย์ในระดับปานกลางเท่านั้น ทำให้อนาคตที่น่าจะเป็นไปได้คือการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI
ตัวอย่างงานที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่ได้
งานที่ต้องใช้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและอารมณ์
พยาบาลและแพทย์ - ต้องการความเห็นอกเห็นใจและการดูแลที่ละเอียดอ่อน
นักจิตวิทยาและนักบำบัด - ต้องเข้าใจอารมณ์และจิตใจมนุษย์
ครูและอาจารย์ - การสอนต้องการการปรับให้เข้ากับนักเรียนแต่ละคน
นักสังคมสงเคราะห์ - ต้องใช้ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ
งานที่ต้องใช้ทักษะทางกายภาพและงานฝีมือ
ช่างประปา ช่างไฟฟ้า และช่าง HVAC - ต้องการความชำนาญเฉพาะตัว
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยกู้ภัย - ต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด
ช่างซ่อมรถยนต์ - ต้องการทักษะที่หลากหลายและประสบการณ์
ช่างตัดผม และนักเสริมสวย - ต้องใช้ฝีมือและความเข้าใจความต้องการลูกค้า
งานสร้างสรรค์และงานที่ต้องการดุลยพินิจ
นักเขียนและศิลปิน - ความคิดสร้างสรรค์และการตีความยังเป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์
นักข่าวและนักหนังสือพิมพ์ - การรายงานข่าวต้องการการวิจัยภาคสนามและการตีความ
ผู้พิพากษาและทนายความระดับสูง - ต้องใช้ดุลยพินิจและประสบการณ์
ความกังวลของคนทำงาน
การสำรวจพบว่าพนักงาน 71% ในสหรัฐฯ มีความกังวลเกี่ยวกับ AI ว่าอาจทำให้พวกเขาตกงาน โดย 30% กลัวว่างานของของเขาจะถูกแทนที่ภายในปี 2025 ความกลัวนี้มีที่มาจาก แนวโน้มของนายจ้างทั่วโลกมีแผนที่จะลดจำนวนแรงงานถึงประมาณ 40% เพื่อนำ AI มาใช้ทดแทนภายในห้าปีข้างหน้า
มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์
Daron Acemoglu นักเศรษฐศาสตร์จาก MIT ให้มุมมองที่คลายความกังวลลงได้บ้าง โดยกล่าวว่า AI จะส่งผลกระทบต่องานเพียงประมาณ 5% ของเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า เขาเชื่อว่าแม้ AI จะมีความสามารถหลากหลาย แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำไปใช้จริงในหลายสาขาอาชีพ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความยืดหยุ่นและการตัดสินใจที่ซับซ้อน
คุณควรเตรียมตัวอย่างไร
1. พัฒนาทักษะที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้
ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) - ความสามารถในการเข้าใจและจัดการอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น
ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม - การสร้างแนวคิดใหม่และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ - การวิเคราะห์และประเมินข้อมูลอย่างรอบคอบ
ความสามารถในการปรับตัว - การเรียนรู้และปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว
2. เรียนรู้การทำงานร่วมกับ AI
แทนที่จะต่อสู้กับ AI ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เรียนรู้การใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริม เช่น:
การเรียนรู้ Prompt Engineering - วิธีสั่งงาน AI ให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ Data Literacy - การอ่านและเข้าใจข้อมูล
ทักษะการสื่อสารกับทีมเทคโนโลยี - การทำงานร่วมกับทีมด้าน IT
3. การเรียนรู้ตลอดชีวิต
กาพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง (Upskilling และ Reskilling) เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเทคโนโลยี AI มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรและบุคคลากรต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

สรุป
คำตอบสำหรับคำถาม "AI จะทำเราตกงานไหม" ขึ้นอยู่กับ" หลายปัจจัย
ข้อมูลจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า AI จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยบางงานจะหายไป บางงานจะเปลี่ยนแปลง และจะมีงานใหม่เกิดขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ด้วยการพัฒนาทักษะที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้ การเรียนรู้การทำงานร่วมกับ AI และการปรับปรุงความรู้ความสามารถอย่างต่อเนื่อง
ผู้ที่สามารถปรับตัวและเรียนรู้ได้เร็วจะมีโอกาสเจริญเติบโตในยุค AI มากกว่าผู้ที่ต่อต้านหรือเพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงนี้
FAQ
1. AI จะแย่งงานเราจริงไหม?
ตอบ: จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะตกงาน ข้อมูลปี 2025 แสดงให้เห็นว่า AI ได้เพียงเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงาน แต่ในขณะเดียวกัน AI จะสร้างงานใหม่ 170 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030 งานที่เสี่ยงสูงคืองานที่ซ้ำซากและทำตามขั้นตอนที่ชัดเจน ส่วนงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความเห็นอกเห็นใจ และทักษะทางสังคมจะยังมีความต้องการ
2. งานอะไรบ้างที่เสี่ยงถูก AI แทนที่
ตอบ: งานที่เสี่ยงสูงสุดเป็นงานระดับเริ่มต้นและมีหน้าที่ซ้ำ ๆ ได้แก่ พนักงานป้อนข้อมูล, พนักงานบริการลูกค้าผ่านโทรศัพท์, นักบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชี, เลขานุการ และโปรแกรมเมอร์ระดับเริ่มต้น
3. งานอะไรที่ AI ทำไม่ได้
ตอบ: งานที่ปลอดภัยที่สุดคืองานที่ต้องใช้ความเข้าใจทางอารมณ์และการสร้างความสัมพันธ์ เช่น แพทย์ พยาบาล ครู นักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์ รวมถึงงานที่ต้องใช้ทักษะทางกายภาพและความชำนาญเฉพาะตัว เช่น ช่างประปา ช่างไฟฟ้า จนท.ดับเพลิง และช่างตัดผม นอกจากนี้งานสร้างสรรค์ เช่น นักเขียน ศิลปิน และนักข่าวที่ต้องการการตีความ งานเหล่านี้ยังถือว่าปลอดภัยจากการแทนที่ของ AI
4. ควรเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมรับมือกับ AI
ตอบ: ควรพัฒนา 4 ทักษะหลัก ได้แก่ 1.ความฉลาดทางอารมณ์ การเข้าใจและจัดการอารมณ์ 2.ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม 3.ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และ 4.ความสามารถในการปรับตัว นอกจากนี้ควรเรียนรู้การทำงานร่วมกับ AI เช่น Prompt Engineering และ Data Literacy พร้อมอัปสกิลทักษะอย่างต่อเนื่อง
5. AI จะสร้างงานใหม่จริงหรือไม่
ตอบ: จริง การศึกษาจาก World Economic Forum ยืนยันว่าแม้ AI จะทำให้งาน 92 ล้านตำแหน่งหายไป แต่จะสร้างงานใหม่ 170 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030 งานใหม่ที่เกิดขึ้นเช่น AI Trainer, Prompt Engineer, นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรม AI นอกจากนี้พนักงานที่มีทักษะ AI สามารถได้รับค่าจ้างสูงกว่า 56% โดยเฉลี่ย
หากคุณกำลังหางานหรือหาบุคลากรสำหรับองค์กรของคุณ
สามารถติดต่อเราได้ที่นี่
แหล่งอ้างอิง
Forbes. (2025, April 25). The jobs that will fall first as AI takes over the workplace. Forbes. Retrieved from https://www.forbes.com/sites/jackkelly/2025/04/25/the-jobs-that-will-fall-first-as-ai-takes-over-the-workplace/
Goldman Sachs. (2025, August 12). How will AI affect the global workforce? Goldman Sachs. Retrieved from https://www.goldmansachs.com/insights/articles/how-will-ai-affect-the-global-workforce
CBS News. (2025, August 27). New study sheds light on what kinds of workers are losing jobs to AI. CBS News. Retrieved from https://www.cbsnews.com/news/ai-artificial-intelligence-jobs-workers/
Tech.co. (2025, September 21). Companies that have replaced workers with AI in 2025. Tech.co. Retrieved from https://tech.co/news/companies-replace-workers-with-ai
World Economic Forum. (2025, January 16). AI will create and displace millions of jobs by 2030. Sustainability Magazine. Retrieved from https://sustainabilitymag.com/articles/wef-report-the-impact-of-ai-driving-170m-new-jobs-by-2030




ความคิดเห็น