top of page

5 ข้อต้องรู้ การเขียน Resume ที่ดี ให้ HR สนใจ เพิ่มโอกาสเรียกสัมภาษณ์ | ฉบับสมบูรณ์

  • รูปภาพนักเขียน: Panus Sakulsak HyperworkTH
    Panus Sakulsak HyperworkTH
  • 17 พ.ย.
  • ยาว 4 นาที

ปกบทความหัวข้อ “5 ข้อต้องรู้ เขียน Resume ให้ได้งาน” ดีไซน์ด้วยตัวเลข 5 สีเหลืองเด่นบนพื้นหลังสีน้ำเงิน พร้อมข้อความ Resume ตัวใหญ่ และคำโปรย “ให้ได้งาน | พร้อมตัวอย่าง | Key Takeaway” ด้านหลังเป็นภาพเอกสารใบสมัครงานและปากกาวางบนโต๊ะ สื่อถึงคำแนะนำการเขียนเรซูเม่สำหรับผู้สมัครงาน
เขียน Resume ให้โดดเด่น

Resume "เรซูเม่" คือเอกสารสรุปประวัติการทำงาน ทักษะ และผลงานของเราในรูปแบบที่กระชับ ส่วนใหญ่มีความยาวไม่เกิน 1-2 หน้า จุดประสงค์หลักคือเพื่อแสดงให้ HR หรือนายจ้างเห็นว่าเรามีคุณสมบัติและประสบการณ์ที่ตรงกับตำแหน่งงานที่ต้องการ การเขียน Resume ที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจากสถิติชี้ว่า HR ใช้เวลาน้อยกว่า 8 วินาทีในการสแกนแต่ละฉบับ และระบบคัดกรอง ATS (Applicant Tracking System) ที่องค์กรส่วนใหญ่ใช้อยู่ในปัจจุบันกรองผู้สมัครทิ้งไปถึง 75% ก่อนที่ Resume จะไปถึงมือคน ดังนั้น Resume ที่ดีต้องทำให้เราโดดเด่น มีโครงสร้างที่อ่านง่าย เน้นผลงานที่วัดผลได้จริง ใช้ Keyword ที่ตรงกับ Job Description และสะท้อนความเป็นมืออาชีพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราผ่านเข้าสู่รอบสัมภาษณ์ และได้งานที่ตรงกับความสามารถมากขึ้น


ต้องเข้าใจก่อนว่าการเขียน Resume เพื่อให้ผ่านระบบ ATS กับการเขียนให้ผู้คัดเลือกอ่าน นั้นมีความแตกต่างกัน โดยระบบ ATS จะสแกนหา Keywords ที่ตรงกับ Job Description โดยเน้นที่ความถี่ของ Keuword รูปแบบที่เรียบง่าย ไม่มีกราฟิก ไม่มีตาราง และใช้ไฟล์ .docx หรือ .txt ที่ระบบอ่านได้ง่าย สไตล์การเขียนแบบนี้จะดู "น่าเบื่อ" และ "ธรรมดา" มาก แต่เป็นสิ่งที่ระบบชอบ ในทางตรงกันข้าม การเขียน Resume ให้ผู้คัดเลือกอ่านเน้นที่การเล่าเรื่องที่น่าสนใจ การนำเสนอผลงานด้วยบริบทที่ชัดเจน การใช้ภาษาที่สวย การออกแบบที่อ่านง่ายและดูเป็นมืออาชีพ รวมถึงการสื่อสารว่าเราจะสร้างคุณค่าให้องค์กรได้อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบไม่สามารถจับหรือเข้าใจได้ แต่คนอ่านแล้วรู้สึกได้ทันที บทความนี้จะเน้นสอนการเขียน Resume เพื่อให้ผู้คัดกรองอ่าน ไม่ใช่เขียนเพื่อผ่านระบบ ATS ดังนั้นถ้าคุณกำลังสมัครงานในองค์กรที่ใช้ระบบ ATS กรองผู้สมัคร เทคนิคในบทความนี้อาจไม่เหมาะกับคุณทั้งหมด หากคุณต้องการเขียนเพื่อให้ผ่านระบบ ATS สามารถอ่านได้ที่บทความนี้




  1. เขียนให้กระชับและตรงไปตรงมา


Resume ไม่ใช่อัตชีวประวัติที่ต้องเล่าทุกอย่างในชีวิตการทำงาน แต่เป็นเอกสารที่ต้องคัดเฉพาะข้อมูลที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่เราสมัครมาใส่ ความยาวควรอยู่ที่ 1-2 หน้าเท่านั้น โดยเน้นข้อมูลที่ตรงประเด็นที่สุด การเขียนแบบกระชับทำให้ผู้คัดเลือกอ่านได้ง่าย จับประเด็นได้เร็ว และไม่เสียเวลากับข้อมูลที่ไม่จำเป็น ควรใช้ประโยคสั้น ตัดคำฟุ่มเฟือยออก และไม่ใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งอย่าง "ผม" "ฉัน" แต่ให้เขียนในรูปแบบที่เหมือนคนอื่นกำลังพูดถึงเรา


ตัวอย่างที่ไม่ดี: "ผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในการดูแลและบริหารจัดการทีมขายของบริษัท โดยทำหน้าที่ในการวางแผนกลยุทธ์การขาย ติดตามผลการทำงานของพนักงาน และประสานงานกับแผนกต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น"


ตัวอย่างที่ดี: "บริหารทีมขาย 15 คน วางแผนกลยุทธ์การขายที่เพิ่มรายได้ 30% ภายใน 6 เดือน และปรับปรุงกระบวนการทำงานที่ลดเวลาปิดดีลถึง 25%"


Key Takeaways


  • จำกัดความยาวไม่เกิน 1-2 หน้า ใส่แต่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัคร

  • ใช้ประโยคสั้น กระชับ ตัดคำฟุ่มเฟือยออกให้หมด

  • ไม่ใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง เขียนในรูปแบบที่เป็นกลาง เช่น "จัดการโครงการ" แทน "ผมจัดการโครงการ"

  • เลือกใส่เฉพาะประสบการณ์และทักษะที่ตรงกับงานที่สมัคร ไม่ต้องเล่าทุกอย่างที่เคยทำ



  1. จัดรูปแบบให้อ่านง่ายและดูเป็นมืออาชีพ


ผู้คัดเลือกใช้เวลาไม่กี่วินาทีในการสแกนหาข้อมูลที่ต้องกา ถ้า Resume ของเราดูรก ตัวอักษรแน่นจนอ่านลำบาก หรือจัดหมวดหมู่ไม่ชัดเจน ก็จะทำให้ผู้คัดเลือกเสียความสนใจทันที การออกแบบที่ดีควรใช้ฟอนต์ที่อ่านง่าย เช่น Arial, Calibri, หรือ Helvetica ขนาดตัวอักษรประมาณ 10-12 pt สำหรับเนื้อหาทั่วไป และ 14-16 pt สำหรับหัวข้อใหญ่ ตั้งค่าระยะขอบหน้ากระดาษประมาณ 1 นิ้วทุกด้าน และจัดวางให้มี white space หรือพื้นที่ว่างเพียงพอ ไม่อัดแน่นจนดูรก นอกจากนี้ ต้องแบ่งหมวดหมู่เนื้อหาอย่างชัดเจน เช่น ข้อมูลส่วนตัว, สรุปประวัติ, ประสบการณ์การทำงาน, การศึกษา, และทักษะ เพื่อให้ผู้คัดเลือกหาข้อมูลที่ต้องการได้ง่าย


ตัวอย่าง Resume

ตัวอย่าง Resume ภาษาอังกฤษแบบหน้าเดียวสำหรับตำแหน่ง Business Development Manager จัดเลย์เอาต์แบบมืออาชีพ แบ่งคอลัมน์ซ้ายเป็น Summary, Skills และ Certifications & Awards ส่วนคอลัมน์ขวาเป็นข้อมูลติดต่อ ตำแหน่งงาน เป้าหมายอาชีพ Education และ Experience ที่เขียนเป็น bullet เน้นตัวเลขผลงานและคำสำคัญด้าน Sales, Business Development และ Strategic Marketing ใช้ฟอนต์อ่านง่าย พื้นหลังสะอาด เหมาะเป็นต้นแบบ Resume ที่ดึงดูดสายตา HR และสแกนง่ายด้วยระบบ ATS
ตัวอย่าง Resume มืออาชีพ

Key Takeaways


  • ใช้ฟอนต์ที่อ่านง่ายและดูเป็นมืออาชีพ เช่น Arial, Calibri, Helvetica ขนาดตัวอักษร 10-12 pt

  • ตั้งค่าระยะขอบหน้ากระดาษ 1 นิ้ว และจัดวางให้มีพื้นที่ว่างเพียงพอ ไม่อัดแน่น

  • แบ่งหมวดหมู่เนื้อหาอย่างชัดเจน เช่น ข้อมูลส่วนตัว, ประสบการณ์การทำงาน, การศึกษา, ทักษะ

  • ใช้รูปแบบที่สม่ำเสมอทั้งฉบับ ไม่ปนกันระหว่างฟอนต์หรือสไตล์การจัดวาง



  1. เน้นผลงานและความสำเร็จที่วัดผลได้


ผู้คัดเลือกไม่ได้อยากรู้แค่ว่าเราทำหน้าที่อะไร แต่อยากรู้ว่าเราสร้างผลลัพธ์อะไรบ้าง การเขียน Resume ที่ดีต้องเน้นที่ผลงานและความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง โดยใช้ตัวเลขหรือข้อมูลเชิงปริมาณมาประกอบเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือและเห็นภาพชัดเจน การเขียนแบบนี้จะทำให้ผู้คัดเลือกเห็นถึง impact ที่เราสร้างได้ในองค์กรเดิม และมั่นใจว่าเราจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับองค์กรใหม่ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ควรเรียงประสบการณ์การทำงานจากล่าสุดก่อน (reverse chronological order) และในแต่ละงานต้องระบุชื่อบริษัท ตำแหน่ง และช่วงเวลาที่ทำงานอย่างชัดเจน


ตัวอย่างที่ไม่ดี: "รับผิดชอบดูแลการตลาดออนไลน์ของบริษัท ทำ Facebook Page และ Instagram ประสานงานกับทีมต่าง ๆ และวางแผนกิจกรรมทางการตลาด"


ตัวอย่างที่ดี: "วางกลยุทธ์ Digital Marketing ที่เพิ่มยอดขายออนไลน์ 85% ภายใน 6 เดือน บริหารงบโฆษณา 500,000 บาท/เดือน ลด Cost per Acquisition ได้ 35% และสร้าง Content Marketing ที่ดึง Organic Traffic เพิ่ม 200%"


Key Takeaways


  • เขียนเน้นผลลัพธ์และความสำเร็จ ไม่ใช่แค่บรรยายหน้าที่

  • ใช้ตัวเลขและข้อมูลเชิงปริมาณประกอบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เช่น % เพิ่มขึ้น, จำนวนเงิน, จำนวนคน

  • เรียงประสบการณ์จากล่าสุดก่อน และระบุชื่อบริษัท ตำแหน่ง ช่วงเวลาทำงานให้ครบถ้วน

  • แสดงให้เห็น impact ที่เราสร้างได้ เช่น เพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน ปรับปรุงกระบวนการ



  1. ใช้คำให้มี Impact และมืออาชีพ


การเลือกใช้คำในการเขียน Resume มีผลต่อการสร้างความประทับใจอย่างมาก คำกริยาที่แสดงถึงการกระทำ (action verbs) จะทำให้ Resume ของเราดูมีพลังและเป็นมืออาชีพมากขึ้น


ใช้คำที่ Impact เช่น "จัดการ" "พัฒนา" "เพิ่มยอดขาย" "วิเคราะห์" "ออกแบบ" "นำเสนอ"


แทนที่จะใช้คำทั่วไปที่ไม่มีน้ำหนัก เช่น "ช่วยงาน" "ดูแล" "รับผิดชอบงานทั่วไป"


นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่คลุมเครือหรือเป็นนามธรรมมากเกินไป เช่น "มีส่วนร่วม" "สนับสนุน" โดยไม่ระบุว่าทำอะไรเป็นรูปธรรม การเลือกใช้คำที่เฉพาะเจาะจงและแสดงถึง action ที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้คัดเลือกเข้าใจได้ง่ายว่าเรามีความสามารถอะไรบ้าง และเคยสร้างผลลัพธ์อะไรมาแล้ว


ตัวอย่างที่ไม่ดี: "ช่วยงานทีมในการดูแลและรับผิดชอบงานต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมาย มีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการของบริษัท"


ตัวอย่างที่ดี: "วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า 10,000+ ราย เพื่อออกแบบกลยุทธ์ Retention ที่ลดอัตราการยกเลิกใช้บริการ 40% และนำเสนอ Insight ต่อผู้บริหารเพื่อปรับปรุง Product Roadmap"


Key Takeaways


  • ใช้คำกริยาที่แสดงถึงการกระทำที่ชัดเจน เช่น จัดการ, พัฒนา, วิเคราะห์, ออกแบบ, เพิ่มยอดขาย

  • หลีกเลี่ยงคำทั่วไป ๆ ที่ไม่มีน้ำหนัก เช่น "ช่วยงาน" "ดูแล" "รับผิดชอบงานทั่วไป"

  • ใช้คำที่เฉพาะเจาะจงและเป็นรูปธรรม ไม่ใช้คำคลุมเครืออย่าง "มีส่วนร่วม" โดยไม่อธิบาย

  • ทุกประโยคควรเริ่มด้วย action verb ที่แสดงถึงความสามารถและผลงานของเรา



  1. ปรับแต่งให้เหมาะกับแต่ละตำแหน่งที่สมัคร


หลายคนทำผิดพลาดตรงที่ใช้ Resume ฉบับเดียวสมัครงานทุกตำแหน่ง ซึ่งทำให้ Resume ดูไม่ตรงกับความต้องการของแต่ละงาน Resume ที่ดีควรปรับแต่งให้เหมาะกับตำแหน่งที่เราสมัครในแต่ละครั้ง โดยเริ่มจากการศึกษา Job Description ให้ดี ดูว่าองค์กรต้องการทักษะอะไร คาดหวังผลงานแบบไหน แล้วนำข้อมูลนั้นมาจับคู่กับประสบการณ์และทักษะของเรา การใส่ keywords ที่ตรงกับ Job Description จะช่วยให้ผู้คัดเลือกเห็นทันทีว่าเราเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ เช่น ถ้างานต้องการคนที่มีประสบการณ์ด้าน Data Analysis และ SQL เราก็ควรเน้นประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสองเรื่องนี้มากขึ้น และลดประสบการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป การปรับแต่งแบบนี้ไม่ใช่การโกหก แต่เป็นการ "highlight" จุดเด่นที่ตรงกับความต้องการของงานนั้น ๆ


Key Takeaways


  • อ่าน Job Description ให้ดี เพื่อเข้าใจว่างานต้องการทักษะและประสบการณ์แบบไหน

  • ปรับเนื้อหา Resume ให้เน้นประสบการณ์และทักษะที่ตรงกับตำแหน่งที่สมัคร

  • ใส่ keywords ที่ตรงกับ Job Description เพื่อให้โดดเด่น

  • ลดหรือตัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออก เน้นแต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัคร



ใส่ข้อมูลที่จำเป็นให้ครบถ้วน


Resume ที่ดีต้องมีข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นครบถ้วน เพื่อให้ผู้คัดเลือกติดต่อกลับมาได้ง่ายและประเมินคุณสมบัติของเราได้อย่างถูกต้อง ข้อมูลหลักที่ต้องมีคือ ข้อมูลส่วนตัว (ชื่อ-สกุล, เบอร์โทร, อีเมล) ส่วน Summary หรือวัตถุประสงค์ควรเขียนสั้น ๆ ประมาณ 50-150 คำ สรุปความสามารถและเป้าหมายของเรา ส่วนประวัติการทำงานต้องมีรายละเอียดและผลงานที่ชัดเจน วุฒิการศึกษาก็ต้องระบุให้ครบ และทักษะที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น Software ที่ใช้เป็น, ภาษาที่พูดได้, Soft Skills ที่สำคัญ นอกจากนี้ ถ้ามีใบประกาศนียบัตร (Certificate) หรือโครงการที่ทำ (Projects) ที่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัคร ก็สามารถเพิ่มเติมได้ แต่ต้องแน่ใจว่ามันเกี่ยวข้องและเพิ่มมูลค่าให้กับ Resume จริง ๆ ไม่ใช่แค่ใส่เพื่อให้ดูยาว



Key Takeaways


  • ใส่ข้อมูลส่วนตัวให้ครบ: ชื่อ-สกุล, เบอร์โทร, อีเมล (ที่อยู่ไม่จำเป็นต้องใส่เต็ม แค่เขต/จังหวัดก็พอ)

  • เขียน Summary สั้น ๆ 50-150 คำ สรุปความสามารถและเป้าหมายที่ชัดเจน

  • ใส่ประวัติการทำงานพร้อมผลงาน, วุฒิการศึกษา, และทักษะที่เกี่ยวข้อง

  • เพิ่ม Certificate หรือ Projects ที่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัคร (ถ้ามี)



หลีกเลี่ยงข้อมูลที่ไม่จำเป็น


Resume ไม่ใช่ที่สำหรับเล่าทุกเรื่องในชีวิต มีหลายอย่างที่ไม่ควรใส่ลงไปเพราะไม่เกี่ยวข้องกับงาน หรืออาจสร้างอคติได้ เช่น เหตุผลที่ลาออกจากงานเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี ก็ไม่ควรใส่ใน Resume เพราะเป็นเรื่องที่ควรคุยกันในรอบสัมภาษณ์มากกว่า รายละเอียดส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น เพศ สัญชาติ ศาสนา สถานะสมรส หรือรูปถ่าย (ในบางประเทศหรือบางอุตสาหกรรมอาจจำเป็น แต่โดยทั่วไปไม่จำเป็น) ก็ไม่ควรใส่ เพราะอาจทำให้เกิดการตัดสินแบบมีอคติได้ ส่วนข้อมูลอ้างอิง (References) ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใน Resume ควรเตรียมแยกไว้เป็นเอกสารอีกฉบับ และให้เฉพาะตอนที่ผู้คัดเลือกขอเท่านั้น เพราะจะช่วยประหยัดพื้นที่ใน Resume ไว้ใส่ข้อมูลที่สำคัญกว่า


Key Takeaways


  • ไม่ใส่เหตุผลการลาออกจากงานเดิม เก็บไว้คุยในรอบสัมภาษณ์

  • ไม่ใส่ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น เพศ สัญชาติ ศาสนา สถานะสมรส รูปถ่าย (เว้นแต่จำเป็น)

  • ไม่ใส่ข้อมูลอ้างอิง (References) ใน Resume เตรียมแยกไว้และให้เมื่อถูกขอ

  • เน้นใส่แต่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานและช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งาน



ตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งทุกครั้ง


Resume ที่มีข้อผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นคำผิด ไวยากรณ์ผิด หรือข้อมูลไม่ตรงกัน จะทำให้เราดูไม่มืออาชีพและขาดความใส่ใจในรายละเอียด ก่อนส่ง Resume ทุกครั้ง ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีคำผิด รูปแบบการจัดวางสม่ำเสมอ และวันที่ต่าง ๆ สอดคล้องกัน เช่น ช่วงเวลาทำงานต้องไม่ซ้อนทับกันหรือมีช่องว่างที่แปลก ๆ นอกจากนี้ ข้อมูลทุกอย่างต้องเป็นความจริงและตรวจสอบได้ อย่าโกหกหรือพูดเกินจริง เพราะถ้าถูกจับได้จะทำลายความน่าเชื่อถือและโอกาสในการได้งานทันที อีกเทคนิคที่ดีคือให้เพื่อนหรือคนที่เราไว้ใจช่วยอ่าน Resume ให้ เพราะคนอื่นมักจะสังเกตเห็นข้อผิดพลาดและแนะนำก่อนจะส่งจริง



การเขียน Resume ที่ดีไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ต้องใส่ใจในรายละเอียดและเข้าใจว่าผู้คัดเลือกต้องการเห็นอะไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำเสนอตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เน้นผลงานที่วัดผลได้จริง ใช้ภาษาที่มีพลัง และปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะกับแต่ละตำแหน่งที่สมัคร Resume ที่ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกเรียกการสัมภาษณ์ และเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการได้งานที่เราต้องการ

สรุปรวม Check list การเขียน Resume ที่ดี


เขียนให้กระชับและตรงไปตรงมา

  • จำกัดความยาวไม่เกิน 1-2 หน้า ใส่แต่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัคร

  • ใช้ประโยคสั้น กระชับ ตัดคำฟุ่มเฟือยออกให้หมด

  • ไม่ใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง เขียนในรูปแบบที่เป็นกลาง เช่น "จัดการโครงการ" แทน "ผมจัดการโครงการ"

  • เลือกใส่เฉพาะประสบการณ์และทักษะที่ตรงกับงานที่สมัคร ไม่ต้องเล่าทุกอย่างที่เคยทำ


จัดรูปแบบให้อ่านง่ายและดูเป็นมืออาชีพ

  • ใช้ฟอนต์ที่อ่านง่ายและดูเป็นมืออาชีพ เช่น Arial, Calibri, Helvetica ขนาด 10-12 pt

  • ตั้งค่าระยะขอบหน้ากระดาษ 1 นิ้ว และจัดวางให้มีพื้นที่ว่างเพียงพอ ไม่อัดแน่น

  • แบ่งหมวดหมู่เนื้อหาอย่างชัดเจน เช่น ข้อมูลส่วนตัว, ประสบการณ์การทำงาน, การศึกษา, ทักษะ

  • ใช้รูปแบบที่สม่ำเสมอทั้งฉบับ ไม่ปนกันระหว่างฟอนต์หรือสไตล์การจัดวาง


เน้นผลงานและความสำเร็จที่วัดผลได้

  • เขียนเน้นผลลัพธ์และความสำเร็จ ไม่ใช่แค่บรรยายหน้าที่

  • ใช้ตัวเลขและข้อมูลเชิงปริมาณประกอบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เช่น % เพิ่มขึ้น, จำนวนเงิน, จำนวนคน

  • เรียงประสบการณ์จากล่าสุดก่อน และระบุชื่อบริษัท ตำแหน่ง ช่วงเวลาทำงานให้ครบถ้วน

  • แสดงให้เห็น impact ที่เราสร้างได้ เช่น เพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน ปรับปรุงกระบวนการ


ใช้คำกริยาที่มีพลังและเป็นมืออาชีพ

  • ใช้คำกริยาที่แสดงถึงการกระทำที่ชัดเจน เช่น จัดการ, พัฒนา, วิเคราะห์, ออกแบบ, เพิ่มยอดขาย

  • หลีกเลี่ยงคำทั่วไป ๆ ที่ไม่มีน้ำหนัก เช่น "ช่วยงาน" "ดูแล" "รับผิดชอบงานทั่วไป"

  • ใช้คำที่เฉพาะเจาะจงและเป็นรูปธรรม ไม่ใช้คำคลุมเครืออย่าง "มีส่วนร่วม" โดยไม่อธิบาย

  • ทุกประโยคควรเริ่มด้วย action verb ที่แสดงถึงความสามารถและผลงานของเรา


ปรับแต่งให้เหมาะกับแต่ละตำแหน่งที่สมัคร

  • อ่าน Job Description ให้ดี เพื่อเข้าใจว่างานต้องการทักษะและประสบการณ์แบบไหน

  • ปรับเนื้อหา Resume ให้เน้นประสบการณ์และทักษะที่ตรงกับตำแหน่งที่สมัคร

  • ใส่ keywords ที่ตรงกับ Job Description เพื่อให้ผู้คัดเลือกเห็นความเหมาะสมทันที

  • ลดหรือตัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออก เน้นแต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัคร


ใส่ข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วน

  • ใส่ข้อมูลส่วนตัวให้ครบ: ชื่อ-สกุล, เบอร์โทร, อีเมล (ที่อยู่ไม่จำเป็นต้องใส่เต็ม แค่เขต/จังหวัดก็พอ)

  • เขียน Summary สั้น ๆ 50-150 คำ สรุปความสามารถและเป้าหมายที่ชัดเจน

  • ใส่ประวัติการทำงานพร้อมผลงาน, วุฒิการศึกษา, และทักษะที่เกี่ยวข้อง

  • เพิ่ม Certificate หรือ Projects ที่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัคร (ถ้ามี)


หลีกเลี่ยงข้อมูลที่ไม่จำเป็น

  • ไม่ใส่เหตุผลการลาออกจากงานเดิม เก็บไว้คุยในรอบสัมภาษณ์

  • ไม่ใส่ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น เพศ สัญชาติ ศาสนา สถานะสมรส รูปถ่าย (เว้นแต่จำเป็น)

  • ไม่ใส่ข้อมูลอ้างอิง (References) ใน Resume เตรียมแยกไว้และให้เมื่อถูกขอ

  • เน้นใส่แต่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานและช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งาน


ตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งทุกครั้ง

  • ตรวจคำผิด ไวยากรณ์ และความสอดคล้องของข้อมูลทั้งหมด

  • ให้เพื่อนหรือคนอื่นช่วยอ่านทานเพื่อจับข้อผิดพลาดที่เรามองข้าม

  • ตรวจสอบว่าข้อมูลทุกอย่างเป็นความจริง ไม่โกหกหรือพูดเกินจริง

  • บันทึกไฟล์เป็น PDF ตั้งชื่อไฟล์ให้เป็นระเบียบ เช่น "Resume_ชื่อ-สกุล_ตำแหน่งที่สมัคร"


ทำ Resume แล้วฝากไว้กับเราได้ เราช่วยหางานที่เหมาะกับคุณ


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)


Resume คืออะไร? Resume คือเอกสารสรุปประวัติการทำงาน ทักษะ และผลงานของผู้สมัครงานในรูปแบบที่กระชับ โดยมีความยาวไม่เกิน 1-2 หน้า จุดประสงค์หลักคือเพื่อแสดงให้ผู้คัดเลือกเห็นว่าเรามีคุณสมบัติที่ตรงกับตำแหน่งงานที่สมัคร และเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ในการขอเข้าสัมภาษณ์งาน


ระบบ ATS คืออะไร? ATS (Applicant Tracking System) คือระบบซอฟต์แวร์ที่องค์กรใช้คัดกรองผู้สมัครงานโดยอัตโนมัติ ระบบจะสแกนหา keywords ที่ตรงกับ Job Description และกรองผู้สมัครที่ไม่ผ่านเกณฑ์ออกก่อนที่ Resume จะไปถึงมือผู้คัดเลือก การเขียน Resume ให้ผ่าน ATS จึงต้องใช้รูปแบบที่เรียบง่าย ไม่มีกราฟิกซับซ้อน และใส่ keywords ที่ตรงกับงานที่สมัคร


Resume กับ CV ต่างกันยังไง? Resume เน้นความกระชับ มีความยาว 1-2 หน้า สรุปเฉพาะประสบการณ์และทักษะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัคร เหมาะกับการสมัครงานในภาคเอกชน ส่วน CV (Curriculum Vitae) เป็นเอกสารที่ละเอียดกว่า มีความยาว 3-5 หน้าขึ้นไป ครอบคลุมประวัติการทำงาน การศึกษา งานวิจัย ผลงานตีพิมพ์ทั้งหมด เหมาะกับการสมัครงานวิชาการ งานวิจัย หรือตำแหน่งระดับสูง


เขียน Resume ยังไง? เขียน Resumeโ ดยเริ่มจากใส่ข้อมูลส่วนตัว (ชื่อ, เบอร์โทร, อีเมล) ตามด้วย Summary สั้น ๆ แล้วเรียงประสบการณ์การทำงานจากล่าสุดก่อน โดยเน้นผลงานที่วัดผลได้จริงด้วยตัวเลข ใส่วุฒิการศึกษาและทักษะที่เกี่ยวข้อง


เขียน Resume ให้น่าสนใจยังไง? เขียน Resume ให้น่าสนใจโดยเน้นผลงานและความสำเร็จที่วัดผลได้จริง เช่น "เพิ่มยอดขาย 85% ภายใน 6 เดือน" แทนที่จะเขียนแค่ "รับผิดชอบงานขาย" ใช้คำกริยาที่มีพลังและเฉพาะเจาะจง เล่าเรื่องด้วยบริบทที่ชัดเจน ออกแบบให้อ่านง่ายด้วยการจัดหมวดหมู่ชัดเจน และปรับแต่งเนื้อหาให้ตรงกับงานที่สมัครเพื่อให้ผู้คัดเลือกเห็นความเหมาะสมทันที


Resume ควรเขียนกี่หน้า? Resume ควรมีความยาว 1-2 หน้าเท่านั้น สำหรับคนที่มีประสบการณ์น้อยกว่า 5 ปี ควรอยู่ที่ 1 หน้า ส่วนคนที่มีประสบการณ์มากกว่า 5 ปีขึ้นไป สามารถเขียนได้ 2 หน้า แต่ต้องแน่ใจว่าทุกข้อมูลที่ใส่เกี่ยวข้องและเพิ่มมูลค่าให้กับ Resume จริง ๆ ไม่ใช่ยืดให้ยาวโดยไม่จำเป็น


ใส่ข้อมูลอะไรบ้างใน Resume? ข้อมูลที่ต้องใส่ใน Resume ได้แก่ (1) ข้อมูลส่วนตัว: ชื่อ-สกุล, เบอร์โทร, อีเมล (2) Summary หรือวัตถุประสงค์ สั้น ๆ 50-150 คำ (3) ประสบการณ์การทำงานพร้อมผลงานที่วัดผลได้ (4) การศึกษาและวุฒิการศึกษา (5) ทักษะที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น Software, ภาษา, Technical Skills และ (6) Certificate หรือ Projects ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)


เขียน Resume ภาษาอะไร? เขียน Resume เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยขึ้นอยู่กับตำแหน่งและองค์กรที่สมัคร ถ้าเป็นบริษัทต่างชาติหรือตำแหน่งที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน ควรเขียนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเป็นบริษัทไทยทั่วไป อาจเขียนเป็นภาษาไทยได้ แนะนำให้เตรียม Resume ทั้งสองภาษาไว้เพื่อความยืดหยุ่น และควรตรวจสอบ Job Description หรือถามผู้ประสานงานว่าต้องการภาษาใด



แหล่งอ้างอิง


Coppin State University. (2021). Resumes: Seven basic principles of resume writing. https://www.coppin.edu/sites/default/files/pdf-library/2021-05/resumes_seven_basic_principles_of_resume_writing.pdf


Government of Canada. (n.d.). Write a good resume. Job Bank. Retrieved November 17, 2025, from https://www.jobbank.gc.ca/findajob/resources/write-good-resume


Harvard University. (n.d.). Create a strong resume. Faculty of Arts and Sciences, Office of

Career Services. Retrieved November 17, 2025, from https://careerservices.fas.harvard.edu/resources/create-a-strong-resume/


Novorésumé. (n.d.). How to write a resume in 2025: Beginner's guide. https://novoresume.com/career-blog/how-to-write-a-resume-guide


Resume Genius. (n.d.). Resume format guide (with examples). https://resumegenius.com/blog/resume-help/resume-format

บทความแนะนำ




ความคิดเห็น

ไม่สามารถโหลดความคิดเห็น
ดูเหมือนจะมีปัญหาทางเทคนิคบางอย่าง ลองเชื่อมต่ออีกครั้งหรือรีเฟรชหน้าเพจ
bottom of page